วันจันทร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2557

การเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑

การเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑

       ลักษณะของศิษย์ในศตวรรษที่ ๒๑
ลักษณะ ๘ ประการของเด็กสมัยใหม่ไว้ดังนี้
มีอิสระที่จะเลือกสิ่งที่ตนพอใจ
ต้องการดัดแปลงสิ่งต่าง ๆ ให้ตรงตามความพอใจและความต้องการของตน
ตรวจสอบหาความจริงเบื้องหลัง
เป็นตัวของตัวเองและสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เพื่อรวมตัวกันเป็นองค์กร
ความสนุกสนานและการเล่นเป็นส่วนหนึ่งของงาน การเรียนรู้
การร่วมมือ และความสัมพันธ์เป็นส่วนหนึ่งของทุกกิจกรรม
ต้องการความเร็วในการสื่อสาร การหาข้อมูล และตอบคำถาม
สร้างนวัตกรรมต่อทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต

   ปัจจัยสำคัญด้านการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑
ปัจจัยสำคัญด้านการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ ไว้ ๕ ประการคือ
• Authentic learning การเรียนรู้ที่แท้จริงอยู่ในโลกจริงหรือชีวิตจริง
• Mental model building เป็นการเรียนรู้วิธีการนำเอาประสบการณ์มาสั่งสมจนเกิดเป็นกระบวนทัศน์
• Internal motivation การเรียนรู้ที่แท้จริงขับดันด้วยฉันทะ ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ภายในตัวคน
• Multiple intelligence เด็กแต่ละคนมีความถนัดหรือปัญญาที่ติดตัวมาแต่กำเนิดต่างกัน
• Social learning การเรียนรู้เป็นกิจกรรมทางสังคม

 ทักษะเพื่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ ๒๑
ทักษะเพื่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ ๒๑ ได้แก่
ภาษาแม่ และภาษาโลก
ศิลปะ
คณิตศาสตร์
เศรษฐศาสตร์
วิทยาศาสตร์
ภูมิศาสตร์
ประวัติศาสตร์
รัฐ และความเป็นพลเมืองดี

   ศาสตราใหม่สำหรับครูเพื่อศิษย์
คือ 3R x 7C
3R ได้แก่
- Reading (อ่านออก),
-  (W)Riting (เขียนได้) และ
- (A)Rithmetics (คิดเลขเป็น)

7C ได้แก่
Critical thinking & problem solving (ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และทักษะในการแก้ปัญหา)
Creativity & innovation (ทักษะด้านการสร้างสรรค์ และนวัตกรรม)
Cross-cultural understanding (ทักษะด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์)
Collaboration, teamwork & leadership (ทักษะด้านความร่วมมือการทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ)
Communications, information & media literacy (ทักษะด้านการสื่อสาร สารสนเทศ และรู้เท่าทันสื่อ)
Computing & ICT literacy (ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร)
Career & learning skills (ทักษะอาชีพ และทักษะการเรียนรู้)

 การพัฒนาสมองห้าด้าน
1. สมองด้านวิชาและวินัย (disciplined mind)  คือ เป็นคนมีระเบียบวินัยบังคับตัวเองให้เรียนรู้เพื่ออยู่ในพรมแดนความรู้
2. สมองด้านสังเคราะห์ (synthesizing mind) คือ ความสามารถในการรวบรวมสารสนเทศและความรู้ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง นำมากลั่นกรองคัดเลือกเอามาเฉพาะส่วนที่สำคัญ
3. สมองด้านสร้างสรรค์ (creating mind) คือ คุณสมบัติสำคัญที่สุดของสมองสร้างสรรค์คือ คิดนอกกรอบ แต่คนเราจะคิดนอกกรอบเก่งได้ต้องเก่งความรู้ในกรอบเสียก่อน ศัตรูสำคัญที่สุดของความคิดสร้างสรรค์ คือ การเรียนแบบท่องจำ
4. สมองด้านเคารพให้เกียรติ (respectful mind) คุณสมบัติด้านเคารพให้เกียรติผู้อื่นมีความจำเป็นในยุคโลกาภิวัตน์ที่ผู้คนเคลื่อนไหวเดินทางและสื่อสารได้ง่าย
5. สมองด้านจริยธรรม (ethical mind) ทักษะเชิงนามธรรม เรียนรู้ซึมซับได้โดยการชวนกันสมมติและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกันว่าตัวเองเป็นอย่างไรในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

 ทักษะการเรียนรู้ในการดำรงชีวิต
- ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม
การเรียนรู้แบบที่เด็กร่วมกันสร้างความรู้เองคือ เรียนรู้โดยการสร้างความรู้ และเรียนรู้เป็นทีมและเรียนรู้ทักษะในการสร้างการเปลี่ยนแปลงไปในทางดีขึ้น
ประกอบด้วยทักษะย่อย ๆ ดังต่อไปนี้
๑. การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (critical thinking) และการแก้ปัญหา(problem solving)
๒. การสื่อสาร (communication) และความร่วมมือ (collaboration)
๓. ความริเริ่มสร้างสรรค์ (creativity) และนวัตกรรม (innovation)
- ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ(critical thinking)
การคิดอย่างมีวิจารณญาณต้องไม่ใช่เกิดขึ้นแค่ในชั่วโมงเรียน หรือในชั้นเรียน แต่ต้องเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน นักเรียนต้องเรียนเอาเองโดยการฝึกฝน ครูจะเป็นโค้ชของการฝึกหัดนี้
- ทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
ทุกคนต้องมีทักษะในการสร้างสารสนเทศและสื่อออกไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้คนวงกว้างจะต้องมีทักษะที่ต้องการเหล่านี้
1.ทักษะในการเข้าถึง (access) อย่างรวดเร็ว และรู้แหล่ง
2.ทักษะในการประเมินความน่าเชื่อถือ
3.            ทักษะในการใช้อย่างสร้างสรรค์
-                   ทักษะด้านสื่อ (Media Literacy Skills)
ทักษะด้านสื่อประกอบด้วยความสามารถด้านการเข้าถึง วิเคราะห์ ประเมิน และสร้างสาร (message)ในรูปแบบต่าง ๆ อันได้แก่ ในรูปสิ่งพิมพ์กราฟฟิก แอนิเมชั่น มัลติมีเดีย เว็บไซต์ และอื่น ๆ
-                   ทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT Literacy)
ครูจะตามเทคโนโลยีให้ทัน จึงต้องมีกลไกช่วยเหลือครูอย่างเป็นระบบ และครูก็ต้องหมั่นเรียนรู้
-                   ทักษะด้านความเป็นนานาชาติ
ครูต้องศึกษาหาช่องทางทำความรู้จักเพื่อร่วมมือกับครูในประเทศอื่นที่สนใจการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม (cross culture learning)ร่วมกัน
-                   ทักษะอาชีพและทักษะชีวิต
เรียนตามพัฒนาการของสมอง ครูจะต้องเรียนรู้วิธีการออกแบบการเรียนรู้ให้แก่ศิษย์แต่ละกลุ่มอายุและตามพัฒนาการของสมองเด็กแต่ละคน
-                   ทักษะด้านสังคมและทักษะข้ามวัฒนธรรม (Social and Cross-Cultural Skills)
หัวใจของทักษะนี้คือ สามารถทำงานและดำรงชีวิตอยู่กับสภาพแวดล้อมและผู้คนที่มีความแตกต่างหลากหลายได้อย่างไม่รู้สึกเครียดหรือแปลกแยก และทำให้งานสำเร็จได้

 แนวคิดการเรียนรู้สำหรับครู
-          ครูเพื่อศิษย์ต้องมีสติระลึกรู้อยู่ตลอดเวลาว่า การเรียนการสอนต้องไม่ใช่เรื่องความรู้ของตน แต่เป็นเรื่องการคิดและทักษะของศิษย์ จุดเน้นต้องเปลี่ยนจากการสอนของครูไปสู่การเรียนรู้ของศิษย์
-         ครูสอนน้อยลง แต่หันไปทำหน้าที่ออกแบบการเรียนรู้ชักชวนนักเรียนทบทวนว่าในแต่ละกิจกรรมของการเรียนรู้ นักเรียนได้เรียนรู้อะไร ครูต้องรู้ว่าตรงไหนควรสอน ตรงไหนไม่ควรสอนเพราะเด็กเรียนได้

            การเรียนรู้และการสอนในศตวรรษที่ ๒๑
เครื่องมือที่สำคัญที่สุดของการเรียนรู้ คือ คำถามกับปัญหา ครูเพื่อศิษย์ต้องฝึกเป็นนักตั้งคำถาม และนักตั้งปัญหาเพื่อสร้างบรรยากาศของการเรียนรู้ และที่สำคัญต้องไม่ตั้งเป้าว่า ต้องได้คำตอบที่ถูก ใครตอบผิดถือว่าใช้ไม่ได้

 การเรียนรู้อย่างมีพลัง
- Define คือ ขั้นตอนการทำให้สมาชิกของทีมงาน
- Plan คือ การวางแผนการทำงานในโครงการ
- Do คือ การลงมือทำ
- Review ทบทวนการเรียนรู้

 จิตวิทยาการเรียนรู้สำหรับครู

-         ความเข้าใจ
            ความเข้าใจนั้นเกิดจากการเอาความรู้เดิมมาใช้แก้ปัญหา หรือประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ใหม่ (knowledge transfer) แล้วเกิดความรู้ใหม่หรือขยายความรู้เดิม
การฝึกฝนมีเป้าหมาย ๒ ระดับ ระดับแรกคือ ให้พอทำเป็น (minimum competence) และระดับที่ ๒ คือ ให้ชำนาญ (proficiency)
-         การฝึกฝน
คนหัดใหม่มีวิธีทำให้ตนเองคิดแบบผู้เชี่ยวชาญด้วย ๔ กลไก ได้แก่
๑.      เพิ่มต้นทุนความรู้ (background knowledge หรือ longterm memory)  จัดระบบไว้อย่างดี ให้พร้อมใช้
๒.    ฝึกฝนตนเองให้มีความสามารถใช้พื้นที่ความจำใช้งานที่มีจำกัดในการคิดได้มากและซับซ้อนขึ้น
๓.     ฝึกคิดแบบลึก (deep structure) หรือแบบ functional หรือคิดตีความหาความหมาย (meaning)
๔.     คุยกับตัวเองว่า กำลังขบปัญหาอะไรอยู่ และตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับการแก้ปัญหานั้นไปในตัว
-         การสอนให้เหมาะต่อความแตกต่างของศิษย์
            ครูเพื่อศิษย์ไทยต้องเอาความเป็นจริงเกี่ยวกับความแตกต่างของศิษย์ในทุกด้าน มาเป็นข้อมูประกอบในการออกแบบการเรียนรู้ นักเรียนมีความแตกต่าง ๓ แนว ได้แก่
                    -  ความสามารถทั่วไปในการเรียนรู้
                    - รูปแบบการเรียน
            - ความฉลาด ๘ ด้าน ตามทฤษฎีพหุปัญญา

-         ฝึกฝนตนเอง
            ครูที่ดี ต้องเรียนรู้เคี่ยวกรำฝึกฝนตนเองยิ่งกว่าศิษย์  นั่นคือ ครูต้องเป็น นักเรียนยิ่งกว่าตัวนักเรียนที่ครูสอน

 ทฤษฎีพหุปัญญาหรือ ความถนัด ๙ ด้าน
              -  การเคลื่อนไหวร่างกาย
             -  ทักษะสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (interpersonal)
              - ทักษะด้านในของตน(intrapersonal)
            -   ทักษะดนตรี
            - ธรรมชาติวิทยา
            -  Spatial
            -   ภาษา
            -  การเป็นผู้นำ
           -    ตรรกะ

 การเรียนโดยลงมือทำ
คนเราเรียนรู้ได้ดีที่สุดโดยการลงมือทำ เน้นเรียนโดยร่วมมือกันมากกว่าแข่งขัน และแข่งกับตัวเองมากกว่าแข่งกับเพื่อน  ครูจะต้องเน้นให้แก่ศิษย์ ดังนี้
- เน้นให้ศิษย์เรียนรู้จากการลงมือ
- ส่งเสริมแรงบันดาลใจและให้กำลังใจ (reinforcement) ในการเรียนรู้
-  ส่งเสริมและสร้างสรรค์จินตนาการ
-  ส่งเสริมให้กล้าลองและลงมือทำ
-  เป็นครูฝึก
-  ออกแบบ
-  มีทักษะในการชวนศิษย์ทบทวนไตร่ตรอง (Reflection) จากประสบการณ์
 -  ชวนทำความเข้าใจคุณค่าของประสบการณ์
 PLC
PLC คือ กระบวนการต่อเนื่องที่ครูและนักการศึกษาทำงานร่วมกันในวงจรของการร่วมกันตั้งคำถาม

 เป้าหมายการเรียนรู้
นักเรียนทุกคนได้เรียนเท่าที่จำเป็น (essential learning) ตามเป้าหมายอันทรงพลัง (power standards) ไม่ใช่เรียนให้จบตามที่กำหนดในหลักสูตร

 วิธีการแก้ปัญหาการเรียนของเด็ก
            วิธีแก้ปัญหานักเรียนบางคนไม่เรียน หรือเรียนช้า มีลักษณะเป็นไปตามตัวย่อว่า SPEED ซึ่งได้แก่
-         Systematic (ทำเป็นระบบ) หมายถึง มีการดำเนินการเป็นระบบทั้งโรงเรียน ไม่ใช่เป็นภาระของครูประจำชั้นแต่ละคน
-         Practical (ทำอย่างเหมาะสม) การดำเนินการช่วยเหลือเป็นไปได้ตามทรัพยากรที่มีอยู่ของโรงเรียน
-         Effective (ทำอย่างได้ผล)
-         Essential (ทำส่วนที่จำเป็น) ระบบช่วยเหลือต้องทำแบบมุ่งเน้นที่ประเด็นเรียนรู้สำคัญตามผลลัพธ์ของการเรียนรู้
-         Directive (ทำแบบบังคับ) ระบบช่วยเหลือต้องเป็นการบังคับ ไม่ใช่เปิดให้นักเรียนสมัครใจ

 เครื่องมือของการเปลี่ยนชีวิตครู
PLC เป็นเครื่องมือของการเปลี่ยนชีวิตครู เปลี่ยนจากผู้สอน” (teacher) เป็น นักเรียนทำงานแบบปรึกษาหารือและช่วยเหลือกันโดยมีเป้าหมายที่เด็ดเดี่ยวชัดเจนคือ ผลการเรียนทักษะเพื่อการดำรงชีวิต
  
 การเป็นยอดครู
- เตรียมทำการบ้านเพื่อการเป็นครู
ครูต้องเตรียมตัวล่วงหน้า ๒ - ๓ สัปดาห์ ก่อนเปิดภาคเรียน มีการเตรียมห้องเรียน หาวิธีสร้างให้เด็กเชื่อมั่นว่าตนจะเรียนได้สำเร็จ
-         ให้ได้ความไว้วางใจจากศิษย์
            ครูควรเลือกบุคลิกการเป็นครูของตนและดำรงไว้ให้คงเส้นคงวาตลอดปีการศึกษานั้น เพื่อไม่ให้นักเรียนสับสน เป็นธรรมชาติของตัวเราเอง ไม่ใช่แกล้งเป็น เพราะเด็กจะจับได้ และไม่เชื่อถือครูอีกต่อไป
-         อารมณ์ความรู้สึกกับความเป็นครู
ครูต้องฝึกและต้องเรียนรู้การควบคุมอคติของตนเองที่อาจทำร้ายเด็กโดยไม่รู้ตัว หรือในทางตรงกันข้าม อาจสร้างคนจิตใจดีได้โดยไม่รู้ตัวเช่นเดียวกัน
-         การใช้คะแนนเป็นเครื่องมือสร้างแรงจูงใจ
ครูใช้คะแนนเป็นเครื่องมือได้ ๔ แบบ
(๑) ใช้เป็นแรงจูงใจ
(๒) ใช้เป็นเครื่องบันทึกความก้าวหน้า
(๓) ใช้ประเมินการสอนของตนเอง
(๔) ใช้ลงโทษนักเรียนที่ไม่เอาใจใส่การเรียน

- ทำสัปดาห์แรกให้เป็นสัปดาห์แห่งความประทับใจ
เริ่มวันแรกด้วยรอยยิ้ม วันแรกควรเป็นวันเบา ๆ ในเรื่องบทเรียนวิชา และเป็นวันที่นักเรียนและครูควรทำความรู้จักกัน การสร้างความประทับใจอีกอย่างหนึ่ง คือ การจำชื่อศิษย์เป็นรายคน

 สอนศิษย์กับสอนหลักสูตรแตกต่างกัน
            การสอนศิษย์เน้นที่การเรียนรู้ของศิษย์ ไม่ใช่เน้นที่การสอนของครูและไม่ใช่เน้นการสอนให้ครบตามเอกสารหลักสูตร ความยากลำบากของนักเรียนอย่างหนึ่งคือ เป็น โรคสำลักการสอนเพราะโดนยัดเยียดเนื้อหาความรู้มากเกินไป โดยไม่คำนึงถึงระดับพัฒนาการทางสมองของเด็กที่แม้อายุเท่ากัน เรียนชั้นเดียวกัน

 การสร้างนิสัยรักเรียน
หน้าที่ของ ครูเพื่อศิษย์คือ นำชีวิตของนักเรียนเข้าสู่ความสนุกสนานในการเรียน (The Joy of Learning)
๑.     ให้นักเรียนเชื่อว่าความสำเร็จในการเรียนเป็นสิ่งเป็นไปได้
๒.    ประเมินเจตคติของนักเรียนต่อตนเอง ต่อวิชาเรียน ต่อชั้นเรียนและต่อโรงเรียน
๓.    ปรับเจตคติ
๔.    จัดกิจกรรมกระตุ้นสมองซีกขวา
๕.    ขอการสะท้อนกลับ (feedback) จากนักเรียนบ่อย ๆ
๖.     ทบทวนทฤษฎีของมาสโลว์ (Maslow) ถ้านักเรียนยังอายุน้อยครูต้องทำให้เข้าใจง่าย
๗.    สอนทักษะในการแก้ปัญหา
๘.    สอนทักษะในการโต้แย้งอย่างได้ผล
๙.     สอนให้นักเรียนรู้วิธีพูดกับครูและกับผู้ใหญ่คนอื่น ๆ
๑๐.จัดให้มีรายงานผลความก้าวหน้าในการเรียนบ่อย ๆ
๑๑.สอนวิธีกำหนดเป้าหมาย
๑๒.สร้างความท้าทาย
๑๓. ทำให้การทำผิดเป็นสิ่งยอมรับได้
๑๔. สร้างตัวแบบของพฤติกรรมที่เป็นที่ยอมรับ
๑๕. หาโอกาสชมเชย
๑๖. ติดต่อพ่อแม่หรือผู้ปกครอง
๑๗. เปลี่ยนความคิดของนักเรียนที่คิดด้านลบต่อตนเอง
๑๘. จัดบทเรียนให้สร้างความรู้สึกเป็นกันเอง

วิธีการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ ๒๑
            หัวใจสำคัญคือ เน้น สอนคนไม่ใช่ สอนวิชาและในการสอนคนนั้นเน้น สอนแบบไม่สอนคือ เน้นที่การเรียนรู้ของผู้เรียนเองจึงจัดบรรยากาศสถานที่และความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนและระหว่างนักเรียนด้วยกันเอง

 การปฏิรูปการศึกษาไทย
ต้องเปลี่ยนเป้าหมายของการเรียนรู้จากเน้นเพียงให้รู้วิชาเป็นรู้วิชาและมีการพัฒนาทักษะที่ซับซ้อน ควบคู่กัน
-         เรียนรู้จากMalcolm  Gladwell
ทักษะนี้สอนไม่ได้แต่เรียนรู้ได้ พ่อแม่และครูสามารถออกแบบการเรียนรู้ให้แก่ลูกหลานหรือศิษย์ของตนได้ ด้วยวิธีเรียนที่เรียกว่า PBL (Project Based Learning) ที่ต้องทำโครงการเป็นทีม หมุนเวียนสมาชิกร่วมทีมไปเรื่อย ๆ เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้การทำงานร่วมกับเพื่อนที่มีนิสัยและบุคลิกต่าง ๆ กัน
-         Inquiry-Based Learning
            IBL (Inquiry-Based Learning) เป็นการเรียนโดยให้ผู้เรียนตั้งคำถาม ทำความชัดเจนของคำถาม แล้วดำเนินการหาคำตอบเอาเอง
-         การจัดการสอบ
            หลักการคือ สอบบ่อย ๆ ใช้เวลาไม่มาก ข้อสอบไม่กี่ข้อ และให้ศิษย์รู้คำตอบทันทีหรือเกือบทันที ให้มีทั้งที่คิดคะแนนสะสม และไม่คิดคะแนนมีการสอบที่ข้อสอบเน้นความคิด ไม่มีคำตอบถูกผิด อยู่ด้วย ทั้งหมดนั้นเพื่อสะท้อนให้ศิษย์รู้ว่าตนรู้และไม่รู้อะไรบ้าง ให้มีความมั่นใจตนเอง และหมั่นปรับปรุงตนเอง

- แรงต้านที่อาจต้องเผชิญ
๑. นโยบายการศึกษายังเป็นนโยบายสำหรับยุคอุตสาหกรรม
๒. ระบบตรวจสอบและระบบวัดผลแบบทดสอบตาม
 ๓. แรงเฉื่อยหรือความคุ้นเคยกับระบบการสอนแบบครูบอกเนื้อหาวิชาให้นักเรียนจดจำ
๔. ผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมพิมพ์จำหน่ายตำราเรียน
๕. ความหวั่นกลัวว่าความรู้ เชิงทฤษฎีจะถูก
๖. อิทธิพลของพ่อแม่ที่ยึดติดกับการเรียนแบบดั้งเดิมที่ตนเคยเรียนมา
 ๗. พลังราชการรวมศูนย์ และจัดการแบบควบคุมและสั่งการ

- สิ่งที่ประเทศไทยต้องทำเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา
๑. ยกเลิกระบบการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งของครู (คศ.) ที่ให้ ทำผลงานในกระดาษ เปลี่ยนมาเป็นเลื่อนตำแหน่งเมื่อผลสัมฤทธิ์ของลูกศิษย์ได้ผลดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
            ๒. มีเป้าหมายและยุทธศาสตร์เพิ่มผลสัมฤทธิ์ของศิษย์ทั้งโรงเรียนหรือทั้งเขตการศึกษา
            ๓. ปราบปรามคอรัปชั่นเรียกเงินในการบรรจุหรือโยกย้ายครู
            ๔. แบ่งเงินลงทุนเพิ่มด้านการศึกษา ครึ่งหนึ่งไปไว้สนับสนุนการเรียนรู้ของครู
            ๕. จัดงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประจำปี
            ๖. ยกระดับข้อสอบ National Education Test (NET) ให้ทดสอบการคิดที่ซับซ้อน และทักษะที่ซับซ้อน
            ๗. ส่งเสริมการเรียนแบบ Project-Based Learning (PBL) โดยส่งเสริมให้มี PLC เพราะ PBL เป็นเครื่องมือให้นักเรียนเรียนรู้ในมิติที่ลึกและซับซ้อน



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น