ลักษณะของศิษย์ในศตวรรษที่
๒๑
ลักษณะ
๘ ประการของเด็กสมัยใหม่ไว้ดังนี้
• มีอิสระที่จะเลือกสิ่งที่ตนพอใจ
• ต้องการดัดแปลงสิ่งต่าง
ๆ ให้ตรงตามความพอใจและความต้องการของตน
• ตรวจสอบหาความจริงเบื้องหลัง
• เป็นตัวของตัวเองและสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
เพื่อรวมตัวกันเป็นองค์กร
• ความสนุกสนานและการเล่นเป็นส่วนหนึ่งของงาน
การเรียนรู้
• การร่วมมือ
และความสัมพันธ์เป็นส่วนหนึ่งของทุกกิจกรรม
• ต้องการความเร็วในการสื่อสาร
การหาข้อมูล และตอบคำถาม
• สร้างนวัตกรรมต่อทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต
ปัจจัยสำคัญด้านการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑
ปัจจัยสำคัญด้านการเรียนรู้ในศตวรรษที่
๒๑ ไว้ ๕ ประการคือ
• Authentic
learning การเรียนรู้ที่แท้จริงอยู่ในโลกจริงหรือชีวิตจริง
• Mental model
building เป็นการเรียนรู้วิธีการนำเอาประสบการณ์มาสั่งสมจนเกิดเป็นกระบวนทัศน์
• Internal
motivation การเรียนรู้ที่แท้จริงขับดันด้วยฉันทะ
ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ภายในตัวคน
• Multiple
intelligence เด็กแต่ละคนมีความถนัดหรือปัญญาที่ติดตัวมาแต่กำเนิดต่างกัน
ทักษะเพื่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่
๒๑
ทักษะเพื่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ ๒๑
ได้แก่
• ภาษาแม่ และภาษาโลก
• ศิลปะ
• คณิตศาสตร์
• เศรษฐศาสตร์
• วิทยาศาสตร์
• ภูมิศาสตร์
• ประวัติศาสตร์
• รัฐ
และความเป็นพลเมืองดี
ศาสตราใหม่สำหรับครูเพื่อศิษย์
คือ 3R x 7C
3R ได้แก่
- Reading (อ่านออก),
- (W)Riting (เขียนได้) และ
- (A)Rithmetics
(คิดเลขเป็น)
7C ได้แก่
Critical thinking & problem
solving (ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และทักษะในการแก้ปัญหา)
Creativity & innovation (ทักษะด้านการสร้างสรรค์ และนวัตกรรม)
Cross-cultural understanding (ทักษะด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์)
Collaboration, teamwork &
leadership (ทักษะด้านความร่วมมือการทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ)
Communications, information &
media literacy (ทักษะด้านการสื่อสาร สารสนเทศ และรู้เท่าทันสื่อ)
Computing & ICT literacy (ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร)
Career & learning skills (ทักษะอาชีพ และทักษะการเรียนรู้)
การพัฒนาสมองห้าด้าน
1. สมองด้านวิชาและวินัย
(disciplined mind) คือ เป็นคนมีระเบียบวินัยบังคับตัวเองให้เรียนรู้เพื่ออยู่ในพรมแดนความรู้
2. สมองด้านสังเคราะห์ (synthesizing mind) คือ ความสามารถในการรวบรวมสารสนเทศและความรู้ต่าง
ๆ ที่เกี่ยวข้อง นำมากลั่นกรองคัดเลือกเอามาเฉพาะส่วนที่สำคัญ
3. สมองด้านสร้างสรรค์ (creating mind) คือ คุณสมบัติสำคัญที่สุดของสมองสร้างสรรค์คือ
คิดนอกกรอบ แต่คนเราจะคิดนอกกรอบเก่งได้ต้องเก่งความรู้ในกรอบเสียก่อน ศัตรูสำคัญที่สุดของความคิดสร้างสรรค์ คือ การเรียนแบบท่องจำ
4. สมองด้านเคารพให้เกียรติ (respectful mind) คุณสมบัติด้านเคารพให้เกียรติผู้อื่นมีความจำเป็นในยุคโลกาภิวัตน์ที่ผู้คนเคลื่อนไหวเดินทางและสื่อสารได้ง่าย
5. สมองด้านจริยธรรม (ethical mind) ทักษะเชิงนามธรรม
เรียนรู้ซึมซับได้โดยการชวนกันสมมติและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกันว่าตัวเองเป็นอย่างไรในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
ทักษะการเรียนรู้ในการดำรงชีวิต
- ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม
การเรียนรู้แบบที่เด็กร่วมกันสร้างความรู้เองคือ
เรียนรู้โดยการสร้างความรู้ และเรียนรู้เป็นทีมและเรียนรู้ทักษะในการสร้างการเปลี่ยนแปลงไปในทางดีขึ้น
ประกอบด้วยทักษะย่อย ๆ ดังต่อไปนี้
๑. การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (critical thinking) และการแก้ปัญหา(problem
solving)
๒. การสื่อสาร (communication) และความร่วมมือ (collaboration)
๓. ความริเริ่มสร้างสรรค์ (creativity) และนวัตกรรม (innovation)
- ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ(critical
thinking)
การคิดอย่างมีวิจารณญาณต้องไม่ใช่เกิดขึ้นแค่ในชั่วโมงเรียน
หรือในชั้นเรียน แต่ต้องเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน
นักเรียนต้องเรียนเอาเองโดยการฝึกฝน ครูจะเป็นโค้ชของการฝึกหัดนี้
- ทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
ทุกคนต้องมีทักษะในการสร้างสารสนเทศและสื่อออกไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้คนวงกว้างจะต้องมีทักษะที่ต้องการเหล่านี้
1.ทักษะในการเข้าถึง (access) อย่างรวดเร็ว
และรู้แหล่ง
2.ทักษะในการประเมินความน่าเชื่อถือ
3.
ทักษะในการใช้อย่างสร้างสรรค์
-
ทักษะด้านสื่อ (Media Literacy Skills)
ทักษะด้านสื่อประกอบด้วยความสามารถด้านการเข้าถึง
วิเคราะห์ ประเมิน และสร้างสาร (message)ในรูปแบบต่าง ๆ อันได้แก่ ในรูปสิ่งพิมพ์กราฟฟิก แอนิเมชั่น มัลติมีเดีย
เว็บไซต์ และอื่น ๆ
-
ทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
(ICT Literacy)
ครูจะตามเทคโนโลยีให้ทัน
จึงต้องมีกลไกช่วยเหลือครูอย่างเป็นระบบ และครูก็ต้องหมั่นเรียนรู้
-
ทักษะด้านความเป็นนานาชาติ
ครูต้องศึกษาหาช่องทางทำความรู้จักเพื่อร่วมมือกับครูในประเทศอื่นที่สนใจการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม
(cross culture learning)ร่วมกัน
-
ทักษะอาชีพและทักษะชีวิต
เรียนตามพัฒนาการของสมอง
ครูจะต้องเรียนรู้วิธีการออกแบบการเรียนรู้ให้แก่ศิษย์แต่ละกลุ่มอายุและตามพัฒนาการของสมองเด็กแต่ละคน
-
ทักษะด้านสังคมและทักษะข้ามวัฒนธรรม
(Social and Cross-Cultural Skills)
หัวใจของทักษะนี้คือ
สามารถทำงานและดำรงชีวิตอยู่กับสภาพแวดล้อมและผู้คนที่มีความแตกต่างหลากหลายได้อย่างไม่รู้สึกเครียดหรือแปลกแยก
และทำให้งานสำเร็จได้
แนวคิดการเรียนรู้สำหรับครู
-
ครูเพื่อศิษย์ต้องมีสติระลึกรู้อยู่ตลอดเวลาว่า
การเรียนการสอนต้องไม่ใช่เรื่องความรู้ของตน แต่เป็นเรื่องการคิดและทักษะของศิษย์ จุดเน้นต้องเปลี่ยนจากการสอนของครูไปสู่การเรียนรู้ของศิษย์
-
ครูสอนน้อยลง
แต่หันไปทำหน้าที่ออกแบบการเรียนรู้ชักชวนนักเรียนทบทวนว่าในแต่ละกิจกรรมของการเรียนรู้
นักเรียนได้เรียนรู้อะไร ครูต้องรู้ว่าตรงไหนควรสอน
ตรงไหนไม่ควรสอนเพราะเด็กเรียนได้
การเรียนรู้และการสอนในศตวรรษที่
๒๑
เครื่องมือที่สำคัญที่สุดของการเรียนรู้
คือ คำถามกับปัญหา ครูเพื่อศิษย์ต้องฝึกเป็นนักตั้งคำถาม
และนักตั้งปัญหาเพื่อสร้างบรรยากาศของการเรียนรู้ และที่สำคัญต้องไม่ตั้งเป้าว่า
ต้องได้คำตอบที่ถูก ใครตอบผิดถือว่าใช้ไม่ได้
การเรียนรู้อย่างมีพลัง
- Define คือ ขั้นตอนการทำให้สมาชิกของทีมงาน
- Plan คือ การวางแผนการทำงานในโครงการ
- Do คือ การลงมือทำ
- Review ทบทวนการเรียนรู้
จิตวิทยาการเรียนรู้สำหรับครู
-
ความเข้าใจ
ความเข้าใจนั้นเกิดจากการเอาความรู้เดิมมาใช้แก้ปัญหา
หรือประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ใหม่ (knowledge
transfer) แล้วเกิดความรู้ใหม่หรือขยายความรู้เดิม
การฝึกฝนมีเป้าหมาย
๒ ระดับ ระดับแรกคือ ให้พอทำเป็น (minimum
competence) และระดับที่ ๒ คือ ให้ชำนาญ (proficiency)
-
การฝึกฝน
คนหัดใหม่มีวิธีทำให้ตนเองคิดแบบผู้เชี่ยวชาญด้วย
๔ กลไก ได้แก่
๑. เพิ่มต้นทุนความรู้ (background
knowledge หรือ longterm memory) จัดระบบไว้อย่างดี ให้พร้อมใช้
๒. ฝึกฝนตนเองให้มีความสามารถใช้พื้นที่ความจำใช้งานที่มีจำกัดในการคิดได้มากและซับซ้อนขึ้น
๓. ฝึกคิดแบบลึก (deep structure)
หรือแบบ functional หรือคิดตีความหาความหมาย (meaning)
๔. คุยกับตัวเองว่า กำลังขบปัญหาอะไรอยู่ และตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับการแก้ปัญหานั้นไปในตัว
-
การสอนให้เหมาะต่อความแตกต่างของศิษย์
ครูเพื่อศิษย์ไทยต้องเอาความเป็นจริงเกี่ยวกับความแตกต่างของศิษย์ในทุกด้าน
มาเป็นข้อมูประกอบในการออกแบบการเรียนรู้ นักเรียนมีความแตกต่าง ๓ แนว ได้แก่
- ความสามารถทั่วไปในการเรียนรู้
- รูปแบบการเรียน
- ความฉลาด ๘ ด้าน
ตามทฤษฎีพหุปัญญา
-
ฝึกฝนตนเอง
ครูที่ดี ต้องเรียนรู้เคี่ยวกรำฝึกฝนตนเองยิ่งกว่าศิษย์ นั่นคือ ครูต้องเป็น “นักเรียน” ยิ่งกว่าตัวนักเรียนที่ครูสอน
ทฤษฎีพหุปัญญาหรือ
ความถนัด ๙ ด้าน
- การเคลื่อนไหวร่างกาย
- ทักษะสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
(interpersonal)
- ทักษะด้านในของตน(intrapersonal)
- ทักษะดนตรี
- ธรรมชาติวิทยา
- Spatial
- ภาษา
- การเป็นผู้นำ
- ตรรกะ
การเรียนโดยลงมือทำ
คนเราเรียนรู้ได้ดีที่สุดโดยการลงมือทำ
เน้นเรียนโดยร่วมมือกันมากกว่าแข่งขัน และแข่งกับตัวเองมากกว่าแข่งกับเพื่อน ครูจะต้องเน้นให้แก่ศิษย์ ดังนี้
-
เน้นให้ศิษย์เรียนรู้จากการลงมือ
-
ส่งเสริมแรงบันดาลใจและให้กำลังใจ (reinforcement) ในการเรียนรู้
- ส่งเสริมและสร้างสรรค์จินตนาการ
- ส่งเสริมให้กล้าลองและลงมือทำ
- เป็นครูฝึก
- ออกแบบ
- มีทักษะในการชวนศิษย์ทบทวนไตร่ตรอง (Reflection)
จากประสบการณ์
- ชวนทำความเข้าใจคุณค่าของประสบการณ์
PLC
PLC คือ
กระบวนการต่อเนื่องที่ครูและนักการศึกษาทำงานร่วมกันในวงจรของการร่วมกันตั้งคำถาม
เป้าหมายการเรียนรู้
นักเรียนทุกคนได้เรียนเท่าที่จำเป็น
(essential learning) ตามเป้าหมายอันทรงพลัง (power
standards) ไม่ใช่เรียนให้จบตามที่กำหนดในหลักสูตร
วิธีการแก้ปัญหาการเรียนของเด็ก
วิธีแก้ปัญหานักเรียนบางคนไม่เรียน หรือเรียนช้า
มีลักษณะเป็นไปตามตัวย่อว่า SPEED ซึ่งได้แก่
-
Systematic (ทำเป็นระบบ)
หมายถึง มีการดำเนินการเป็นระบบทั้งโรงเรียน ไม่ใช่เป็นภาระของครูประจำชั้นแต่ละคน
-
Practical (ทำอย่างเหมาะสม)
การดำเนินการช่วยเหลือเป็นไปได้ตามทรัพยากรที่มีอยู่ของโรงเรียน
-
Effective (ทำอย่างได้ผล)
-
Essential (ทำส่วนที่จำเป็น)
ระบบช่วยเหลือต้องทำแบบมุ่งเน้นที่ประเด็นเรียนรู้สำคัญตามผลลัพธ์ของการเรียนรู้
-
Directive (ทำแบบบังคับ)
ระบบช่วยเหลือต้องเป็นการบังคับ ไม่ใช่เปิดให้นักเรียนสมัครใจ
เครื่องมือของการเปลี่ยนชีวิตครู
PLC เป็นเครื่องมือของการเปลี่ยนชีวิตครู เปลี่ยนจาก“ผู้สอน”
(teacher) เป็น “นักเรียน” ทำงานแบบปรึกษาหารือและช่วยเหลือกันโดยมีเป้าหมายที่เด็ดเดี่ยวชัดเจนคือ
ผลการเรียนทักษะเพื่อการดำรงชีวิต
การเป็นยอดครู
- เตรียมทำการบ้านเพื่อการเป็นครู
ครูต้องเตรียมตัวล่วงหน้า
๒ - ๓ สัปดาห์ ก่อนเปิดภาคเรียน มีการเตรียมห้องเรียน หาวิธีสร้างให้เด็กเชื่อมั่นว่าตนจะเรียนได้สำเร็จ
-
ให้ได้ความไว้วางใจจากศิษย์
ครูควรเลือกบุคลิกการเป็นครูของตนและดำรงไว้ให้คงเส้นคงวาตลอดปีการศึกษานั้น
เพื่อไม่ให้นักเรียนสับสน เป็นธรรมชาติของตัวเราเอง ไม่ใช่แกล้งเป็น
เพราะเด็กจะจับได้ และไม่เชื่อถือครูอีกต่อไป
-
อารมณ์ความรู้สึกกับความเป็นครู
ครูต้องฝึกและต้องเรียนรู้การควบคุมอคติของตนเองที่อาจทำร้ายเด็กโดยไม่รู้ตัว
หรือในทางตรงกันข้าม อาจสร้างคนจิตใจดีได้โดยไม่รู้ตัวเช่นเดียวกัน
-
การใช้คะแนนเป็นเครื่องมือสร้างแรงจูงใจ
ครูใช้คะแนนเป็นเครื่องมือได้
๔ แบบ
(๑)
ใช้เป็นแรงจูงใจ
(๒)
ใช้เป็นเครื่องบันทึกความก้าวหน้า
(๓)
ใช้ประเมินการสอนของตนเอง
(๔)
ใช้ลงโทษนักเรียนที่ไม่เอาใจใส่การเรียน
- ทำสัปดาห์แรกให้เป็นสัปดาห์แห่งความประทับใจ
เริ่มวันแรกด้วยรอยยิ้ม
วันแรกควรเป็นวันเบา ๆ ในเรื่องบทเรียนวิชา และเป็นวันที่นักเรียนและครูควรทำความรู้จักกัน
การสร้างความประทับใจอีกอย่างหนึ่ง คือ การจำชื่อศิษย์เป็นรายคน
สอนศิษย์กับสอนหลักสูตรแตกต่างกัน
การสอนศิษย์เน้นที่การเรียนรู้ของศิษย์
ไม่ใช่เน้นที่การสอนของครูและไม่ใช่เน้นการสอนให้ครบตามเอกสารหลักสูตร
ความยากลำบากของนักเรียนอย่างหนึ่งคือ เป็น “โรคสำลักการสอน”
เพราะโดนยัดเยียดเนื้อหาความรู้มากเกินไป
โดยไม่คำนึงถึงระดับพัฒนาการทางสมองของเด็กที่แม้อายุเท่ากัน เรียนชั้นเดียวกัน
การสร้างนิสัยรักเรียน
หน้าที่ของ
“ครูเพื่อศิษย์” คือ
นำชีวิตของนักเรียนเข้าสู่ความสนุกสนานในการเรียน (The Joy of Learning)
๑. ให้นักเรียนเชื่อว่าความสำเร็จในการเรียนเป็นสิ่งเป็นไปได้
๒.
ประเมินเจตคติของนักเรียนต่อตนเอง ต่อวิชาเรียน
ต่อชั้นเรียนและต่อโรงเรียน
๓.
ปรับเจตคติ
๔.
จัดกิจกรรมกระตุ้นสมองซีกขวา
๕.
ขอการสะท้อนกลับ (feedback) จากนักเรียนบ่อย ๆ
๖.
ทบทวนทฤษฎีของมาสโลว์ (Maslow) ถ้านักเรียนยังอายุน้อยครูต้องทำให้เข้าใจง่าย
๗.
สอนทักษะในการแก้ปัญหา
๘.
สอนทักษะในการโต้แย้งอย่างได้ผล
๙.
สอนให้นักเรียนรู้วิธีพูดกับครูและกับผู้ใหญ่คนอื่น
ๆ
๑๐.จัดให้มีรายงานผลความก้าวหน้าในการเรียนบ่อย
ๆ
๑๑.สอนวิธีกำหนดเป้าหมาย
๑๒.สร้างความท้าทาย
๑๓. ทำให้การทำผิดเป็นสิ่งยอมรับได้
๑๔.
สร้างตัวแบบของพฤติกรรมที่เป็นที่ยอมรับ
๑๕. หาโอกาสชมเชย
๑๖. ติดต่อพ่อแม่หรือผู้ปกครอง
๑๗.
เปลี่ยนความคิดของนักเรียนที่คิดด้านลบต่อตนเอง
๑๘.
จัดบทเรียนให้สร้างความรู้สึกเป็นกันเอง
วิธีการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่
๒๑
หัวใจสำคัญคือ เน้น “สอนคน”
ไม่ใช่ “สอนวิชา” และในการ“สอนคน” นั้นเน้น “สอนแบบไม่สอน”
คือ
เน้นที่การเรียนรู้ของผู้เรียนเองจึงจัดบรรยากาศสถานที่และความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนและระหว่างนักเรียนด้วยกันเอง
การปฏิรูปการศึกษาไทย
ต้องเปลี่ยนเป้าหมายของการเรียนรู้จากเน้นเพียงให้รู้วิชาเป็นรู้วิชาและมีการพัฒนาทักษะที่ซับซ้อน
ควบคู่กัน
-
เรียนรู้จากMalcolm Gladwell
ทักษะนี้สอนไม่ได้แต่เรียนรู้ได้
พ่อแม่และครูสามารถออกแบบการเรียนรู้ให้แก่ลูกหลานหรือศิษย์ของตนได้
ด้วยวิธีเรียนที่เรียกว่า PBL (Project Based Learning) ที่ต้องทำโครงการเป็นทีม หมุนเวียนสมาชิกร่วมทีมไปเรื่อย ๆ เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้การทำงานร่วมกับเพื่อนที่มีนิสัยและบุคลิกต่าง
ๆ กัน
-
Inquiry-Based
Learning
IBL (Inquiry-Based Learning) เป็นการเรียนโดยให้ผู้เรียนตั้งคำถาม
ทำความชัดเจนของคำถาม แล้วดำเนินการหาคำตอบเอาเอง
-
การจัดการสอบ
หลักการคือ สอบบ่อย ๆ ใช้เวลาไม่มาก ข้อสอบไม่กี่ข้อ
และให้ศิษย์รู้คำตอบทันทีหรือเกือบทันที ให้มีทั้งที่คิดคะแนนสะสม
และไม่คิดคะแนนมีการสอบที่ข้อสอบเน้นความคิด ไม่มีคำตอบถูกผิด อยู่ด้วย
ทั้งหมดนั้นเพื่อสะท้อนให้ศิษย์รู้ว่าตนรู้และไม่รู้อะไรบ้าง ให้มีความมั่นใจตนเอง
และหมั่นปรับปรุงตนเอง
- แรงต้านที่อาจต้องเผชิญ
๑.
นโยบายการศึกษายังเป็นนโยบายสำหรับยุคอุตสาหกรรม
๒.
ระบบตรวจสอบและระบบวัดผลแบบทดสอบตาม
๓.
แรงเฉื่อยหรือความคุ้นเคยกับระบบการสอนแบบครูบอกเนื้อหาวิชาให้นักเรียนจดจำ
๔.
ผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมพิมพ์จำหน่ายตำราเรียน
๕. ความหวั่นกลัวว่าความรู้
เชิงทฤษฎีจะถูก
๖.
อิทธิพลของพ่อแม่ที่ยึดติดกับการเรียนแบบดั้งเดิมที่ตนเคยเรียนมา
๗. พลังราชการรวมศูนย์ และจัดการแบบควบคุมและสั่งการ
- สิ่งที่ประเทศไทยต้องทำเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา
๑. ยกเลิกระบบการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งของครู
(คศ.) ที่ให้ “ทำผลงาน” ในกระดาษ เปลี่ยนมาเป็นเลื่อนตำแหน่งเมื่อผลสัมฤทธิ์ของลูกศิษย์ได้ผลดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
๒.
มีเป้าหมายและยุทธศาสตร์เพิ่มผลสัมฤทธิ์ของศิษย์ทั้งโรงเรียนหรือทั้งเขตการศึกษา
๓. ปราบปรามคอรัปชั่นเรียกเงินในการบรรจุหรือโยกย้ายครู
๔.
แบ่งเงินลงทุนเพิ่มด้านการศึกษา ครึ่งหนึ่งไปไว้สนับสนุนการเรียนรู้ของครู
๕. จัดงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประจำปี
๖. ยกระดับข้อสอบ National Education Test (NET) ให้ทดสอบการคิดที่ซับซ้อน
และทักษะที่ซับซ้อน
๗. ส่งเสริมการเรียนแบบ Project-Based Learning (PBL) โดยส่งเสริมให้มี PLC เพราะ PBL เป็นเครื่องมือให้นักเรียนเรียนรู้ในมิติที่ลึกและซับซ้อน

.jpg)
.jpg)




ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น